ทำความรู้จัก Inverted Yield Curve

โดย www.thaiwarrant.com -- Feb 06, 2020

       
          Inverted Yield Curve เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความกังวลเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเป็นผลมาจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว 10 ปี ปรับลดลงมาต่ำกว่าพันธบัตรระยะสั้น 2 ปี ซึ่งถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับพันธบัตรของสหรัฐมักจะทำให้เกิดแรงเทขายหุ้นอย่างรุนแรงไปทั่วโลก และมักจะทำให้ตลาดหุ้นมีความผันผวนในวงกว้าง

          โดยปกติแล้วการฝากเงินกับธนาคารระยะยาวผู้ฝากเงินควรได้ดอกเบี้ยเงินฝากสูงกว่าการฝากเงินระยะสั้น เพราะถ้าไม่ใช่ นักลงทุนก็จะเลือกฝากเงินแต่ระยะสั้นเพราะสามารถถอนเงินออกมาได้ง่ายกว่าฝากไว้ระยะยาว เช่นเดียวกันกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่เสมือนนักลงทุนฝากเงินไว้กับรัฐบาล ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีโดยปกติควรจะสูงกว่าพันธบัตรอายุ 2 ปี อย่างไรก็ตามมีกรณีพิเศษเมื่อมีความต้องการฝากเงินระยะยาวหรือการลงทุนในพันธบัตรระยะยาวมากเป็นพิเศษซึ่งหมายถึงมีแรงซื้อพันธบัตรระยะยาว 10ปีมากเป็นพิเศษทำให้ราคาพันธบัตร 10 ปีเพิ่มขึ้นอย่างมาก (ยิ่งราคาเพิ่มขึ้นสูงยิ่งทำให้อัตราผลตอบแทนลดลง) จนทำให้อัตราผลตอบแทนนั้นลดลงไปต่ำกว่าพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งกรณีพิเศษนี้มักจะเกิดขึ้นถ้านักลงทุนหรือผู้ฝากเงินส่วนใหญ่มีมุมมองที่ไม่ดีต่อเศรษฐกิจอย่างมากและต้องการหาที่พักเงินที่ปลอดภัยในระยะยาวถึงแม้อัตราผลตอบแทนจะไม่ได้สูงอย่างที่ควรจะเป็น และเป็นที่มาของ Inverted Yield Curve นั่นขึ้น

          เมื่อความกลัวตรงนี้มีมากขึ้นไปอีก  Inverted Yield Curve ก็จะมีลักษณะ Inverted มากขึ้นไปอีก เพราะมีเงินทุนจากการขายสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ โดยเฉพาะในตลาดหุ้น เพื่อเข้ามาพักเงินทุนไว้ในพันธบัตรระยะยาว แต่ถ้าความกลัวตรงนี้ลดลง Inverted Yield Curve ก็จะเริ่ม Inverted น้อยลงและกลับเข้าสู่สภาวะปกติ เพราะเมื่อความกลัวลดลงเงินทุกจะโยกออกจากพันธบัตรระยะยาวและกลับไปที่พันธบัตรระยะสั้น หรือกลับไปที่สินทรัพย์เสี่ยงในตลาดหุ้น

          จากกลไกตรงนี้จะเห็นว่าผลต่างระหว่างพันธบัตรระยะยาวและระยะสั้นเป็นเครื่องมือที่สะท้อนความกลัวผ่านการเคลื่อนย้ายของเงินทุนขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบการราคาสินทรัพย์พันธบัตร อัตราแลกเปลี่ยนและหุ้น ทำให้เครื่องมือนี้เป็นเครื่องชี้วัดที่มีความสำคัญมากในการประเมินสภาวะเศรษฐกิจหรือความรุนแรงของข่าวสารที่เกิดขึ้น