ลงทุนหุ้นด้วยวิธี Leverage ที่แตกต่างกัน

โดย www.thaiwarrant.com -- Feb 06, 2020


          มีผลิตภัณฑ์การลงทุนที่สามารถให้นักลงทุน Leverage ในหลายรูปแบบ โดยแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียที่ต่างกัน สามารถสรุปได้คร่าวๆ ดังนี้

1)
          การลงทุนผ่านบัญชี Credit Balance หรือที่เรียกกันในอดีตว่าบัญชีมาร์จิ้น ซึ่งยอมให้นักลงทุนซื้อหุ้นได้สูงสุด 2 เท่า ตัวอย่างเช่น นักลงทุนวางเงินเป็นหลักประกันในบัญชี Credit Balance 5 แสนบาท ก็จะสามารถซื้อหุ้นได้สูงสุด 2 เท่าหรือ 1 ล้านบาท การกู้ยืมเงินผ่านบัญชี Credit Balance เป็นการกู้ยืมเงินจากบริษัทหลักทรัพย์โดยตรงไม่มีความซับซ้อน และไม่เกี่ยวข้องกับผลิตภัฑณ์ทางการเงินรูปแบบใดๆ แต่จะถูกจำกัดการ Leverage ไว้ที่ 2 เท่า

2)          SSF หรือ Single Stock Futures (สัญญาซื้อขายล่วงหน้าบนหุ้นรายตัว) ที่ให้นักลงทุนซื้อขายบนกระดาน TFEX นักลงทุนต้องมีบัญชีซื้อขาย TFEX และมีการฝากหลักประกันเข้าบัญชีนี้ ทาง TFEX จะประกาศอัตราวางหลักประกันขั้นต่ำซึ่งโดยปกติจะไม่สูงมากเมื่อเทียบกับการเรียกหลักประกันของบัญชี Credit Balance ทำให้อัตรา Leverage สูงประมาณ 5 – 20 เท่า กลไกในการกู้ยืมจะไม่ได้เป็นการกู้ยืมเงินโดยตรงกับบริษัทหลักทรัพย์ที่มีบัญชีซื้อขายอยู่ แต่เป็นการกู้ยืมผ่านกลไกของ TFEX จุดเด่นของ SSF คือการเพิ่มโอกาสในการทำกำไรด้วยอัตรา Leverage ที่สูงมาก แต่นักลงทุนต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมากในการลงทุนเพราะอัตรา Leverage สูงอาจทำให้นักลงทุนขาดทุนอย่างรุนแรงเช่นกัน

3)          DW หรือชื่อเต็มว่า Derivative Warrant ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก โดยนักลงทุนสามารถซื้อขาย DW ได้ในบัญชีซื้อขายหุ้นปกติผ่านกระดานซื้อขายหุ้น ไม่ใช่ผ่านกระดาน TFEX กรณี DW ที่อ้างอิงบนหุ้นจะมีอัตรา Leverage อยู่ที่ประมาณ 3-5 เท่า และกรณี DW ที่อ้างอิงกับดัชนี SET50 จะมีอัตรา Leverae อยู่ที่ประมาณ 10 เท่า (สำหรับ DW ที่มีอายุคงเหลือไม่น้อยเกินไป)

          กลไกการ Leverage ของ SSF และ DW มีความคล้ายกัน เพราะเป็นการกู้ยืมทางอ้อมผ่าน Market Maker ที่ทำหน้าที่ดูแลสภาพคล่องให้แก่นักลงทุน แต่สิ่งที่แตกต่างกันและทำให้ DW เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้น้อยกว่านักลงทุนใน SSF คือกรณีที่ราคาหุ้นผิดทางจากที่นักลงทุนคาดการณ์กลไก Market Maker ของ DW จะมีการปรับพอร์ตขายหุ้นออกมาตัดขาดทุนทันที ทำให้ความเสี่ยงของนักลงทุนจำกัดไว้ที่เงินต้นที่ลงทุนในตอนแรก และ DW จะไม่มีการให้นักลงทุนวางหลักประกันเพิ่มเติม ขณะที่ SSF จะไม่มีกลไกการตัดขาดทุนเอง เมื่อราคาหุ้นผิดทางนักลงทุนจำเป็นต้องหาเงินมาวางหลักประกันเพิ่มเติม ทำให้การเทรด SSF นักลงทุนต้องให้ความสำคัญในการวางแผนเรื่องวางหลักประกันเป็นพิเศษ

          นักลงทุนสามารถศึกษาเพิ่มเติมถึงข้อดีข้อเสียของการ Leverage ในรูปแบบต่างๆ และอย่าลืมให้ความสำคัญกับต้นทุนในการ Leverage ที่แตกต่างกันด้วย




ติดตามบทความการลงทุนต่างๆได้ทาง FB: Thaiwarrant หรือคลิก